และเหล่าตัวช่วยที่ทาง ADME ของเราอยากยกมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก และได้ลองเอาไปใช้ช่วยการเขียน Content ของเพื่อน ๆ ทุกคนก็คือ…
- Portent
- Ubersuggest
- Readawrite
- Grammarly
- PlagTracker
ซึ่งแต่ละตัวช่วยนั้นมีจุดเด่น จุดดีอะไร และจะสามารถช่วยเหล่า Content Writers เขียน Content ได้อย่างไรบ้าง และจะเขียนออกมาได้ปังแค่ไหนนั้น ไปดูกันเลย!!
Portent
เคยมั้ย…กับการต้องมานั่งปวดหัวไปทั้งวัน ว่าจะเขียนคอนเทนต์เกี่ยวกับอะไรดี รวมถึงจะคิด Topics อะไรไปเสนอให้กับลูกค้าในแต่ละเดือนดี ADME ขอบอกตรงนี้เลยว่า เพื่อน ๆ ทุกคนสามารถเตรียมโบกมือลาปัญหานี้ได้เลย เพราะวันนี้!! ADME จะขอนำเสนอ 1 ตัวช่วย ที่จะช่วยให้การสร้างสรรค์ไอเดียสำหรับการเขียน Content ให้กลายเป็นเรื่องง่ายซะยิ่งกว่าง่ายเลยทีเดียว!
วันนี้ ADME ของเราขอนำเสนอ “Portent” เว็บไซต์ที่จะช่วยให้การคิดงานไม่เป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป โดยในเว็บไซต์จะมี Tools ที่ดีงามมากมายให้ได้เลือกใช้ไม่รู้จบ รับรองว่าเมื่อเพื่อน ๆ ได้ลองเข้าไปใช้แล้ว เพื่อน ๆ จะได้ไอเดียเจ๋ง ๆ ปัง ๆ ในการเอาไปประกอบการเขียนคอนเทนต์ได้ไม่รู้จบเลยทีเดียว
ยกตัวอย่างของการใช้ Portent
ตัวอย่างของการเริ่มใช้ตัวช่วยเขียน Content สุดเจ๋งนี้ก็อย่างเช่นตัว ‘Portent Idea Generator’ ที่เพื่อน ๆ สามารถพิมพ์คำแค่ 1 คำลงไปในช่อง แล้วเมื่อเพื่อน ๆ กดปุ่ม “Generate Idea” ปุ๊บ เพื่อน ๆ ก็จะเห็นหัวข้อที่ทางเว็บไซต์นี้ช่วยคิดให้เพียบ!!! หรือว่าจะเป็น ‘The Portent Tone of Voice Generator’ ที่จะช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถเขียนงานที่มี Mood&Tone ตรงกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่เพื่อน ๆ กำลังรับผิดชอบเขียนคอนเทนต์ให้ได้อีกด้วยนะ รับรองว่าใช้แล้วลูกค้าจะประทับใจอย่างแน่นอน

Ubersuggest
แน่นอนว่าในการเขียน Content แต่ละครั้ง เป็นเรื่องทำธรรมดามากที่เราจะคาดหวังให้คอนเทนต์ที่เราเขียนมียอด Engagement มาก ๆ เพราะมันถือเป็นวิธีทำการตลาดออนไลน์ที่เป็นขั้นตอนสำคัญ โดยเฉพาะถ้าคอนเทนต์นั้นเป็นคอนเทนต์สำหรับ Social Media Platforms และยิ่งเป็นคอนเทนต์ SEO (Search Engine Optimization) เรายิ่งต้องใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ประกอบ เพื่อให้คอนเทนต์นั้น ช่วยให้เว็บไซต์ติดในหน้าแรกของ Google แต่จะดีกว่ามั้ย หากมี Tools บางอย่างที่จะช่วยให้การเขียนคอนเทนต์ และเรื่องการช่วยเพิ่ม Engagements และการเพิ่ม Traffic เป็นเรื่องง่ายขึ้น
เราขอแนะนำ “Ubersuggest” เว็บไซต์ที่จะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้มีคีย์เวิร์ดดี ๆ ไปใช้เขียน Content โดยเพื่อน ๆ สามารถพิมพ์คำหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของเพื่อน ๆ แล้วเมื่อเพื่อน ๆ เลือกภาษา และประเทศของคำนั้น ๆ และกดปุ่ม “Search” เพื่อน ๆ ก็จะเห็นคีย์เวิร์ดมากมาย พร้อมบอกถึง Volume, CPC Rate (Cost Per Click), Paid Difficulty Rate รวมถึง SEO Difficulty Rate เพื่อให้เพื่อน ๆ ดูแล้วไปวิเคราะห์ว่าคีย์เวิร์ดคำไหนที่เอาไปใช้เขียนคอนเทนต์ แล้วจะได้รับความสนใจมากที่สุดนั่นเอง‼

Readawrite
ปัญหาที่นักเขียน Content อย่างเรามักเจอคงจะหนีไม่พ้น “การสะกดคำผิด” ถึงแม้บางครั้งเราจะมั่นใจแล้วว่าได้ตรวจบทความอย่างละเอียดแบบสุด ๆ ไว้ก่อนแล้ว แต่สุดท้ายก็มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่ดี ตัวช่วยนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยการตรวจสอบคำผิดที่เกิดจากการพิมพ์โดยไม่รอบคอบ และช่วยลดระยะเวลาในการนั่งเพ่งจอเพื่อตรวจสอบคำผิดด้วยตัวเอง ซ้ำร้ายบางครั้งยังเกิดอาการตาล้าจนมองข้ามบางจุดที่ผิดพลาดไป โดยหากต้องการใช้งานเพื่อลดปัญหาในส่วนนี้นักเขียนสามารถเข้าสู่ระบบได้ด้วย Facebook line หรือ Apple ID แล้วเริ่มใช้งานได้เลย
ยกตัวอย่างของการใช้งาน Readawrite
ซึ่งการใช้งานของ Readawrite เรียกได้ว่าง่ายและสะดวกมาก ๆ เพราะเพียงแค่เพื่อน ๆ Copy บทความที่เขียน Content ทิ้งไว้ และต้องการตรวจสอบ มาใส่ในช่องว่างบนหน้าเว็บไซต์ แล้วกด “Proof” ด้านล่างซ้าย ระบบก็จะประมวลผลแล้วแสดงคำผิดออกมาในรูปแบบของตารางที่ถูกแบ่งคำผิดเป็น 2 สีเพื่อให้สามารถแก้ไขได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งทั้ง 2 สีนั้นก็คือ…
- สีน้ำเงิน = คำที่สงสัยว่าจะผิด
- และสีชมพู = คำที่ผิด

Grammarly
เช็ค Grammar ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจากที่เพื่อน ๆ เขียน Content ได้ง่าย ๆ ด้วย “Grammarly” ตัวช่วยที่จะทำให้การเขียนคอนเทนต์ภาษาอังกฤษนั้นมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยการใช้งานนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่มี Facebook , Google ID หรือ Apple ID ก็สามารถเข้าถึงตัวช่วยนี้ได้แล้ว!
ซึ่งเจ้า Grammarly นั้นมีฟังก์ชั่นให้เราเลือกได้ว่าต้องการให้ช่วยในเรื่องอะไร ไม่ว่าจะเป็น…
- การตรวจสอบการสะกดคำ
- เช็คไวยากรณ์จากที่เขียน Content
- ปรับภาษาด้วยคำศัพท์ที่สละสลวย
- และอื่น ๆ อีกมากมายให้ทุกคนได้ไปลองใช้กัน
ไม่หมดแค่นั้น เรายังสามารถเลือกโทนของเสียงที่ต้องการใช้ในงานเขียนได้ เช่น ต้องการงานเขียนที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ เข้าถึงง่าย โทนเสียงโกรธ หรือแม้กระทั่งโทนเสียงสดใส เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับให้การเขียน Content ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

PlagTracker
สำหรับเหล่านักเขียน Content แล้วนั้น แน่นอนว่าการเขียนให้เกิดเป็น Original Contents นั้นก็เป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องที่ควรถูกตั้งให้เป็นมาตรฐานสากล แต่หลายต่อหลายครั้งที่เราจำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลที่เคยมีคนเขียนไว้แล้วมาประกอบในการเขียนคอนเทนต์ของเรา
แต่ในบางทีข้อมูลของคนอื่นที่เรานำมาใส่ไว้ในคอนเทนต์ของเราเหมือนกับต้นฉบับมากเกินไป จนเหมือนกับว่าเป็นการ “คัดลอก” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย จะดีกว่าแน่นอนหากมีคนคอยช่วยเพื่อน ๆ แก้ไขปัญหาในเรื่องนี้
Tool สุดท้ายที่ ADME อยากแนะนำ เพื่อเอาไปใช้ช่วยเขียน Content คือ “PlagTracker” ตัวช่วยที่จะคอยตรวจดูงานเขียนของเพื่อน ๆ ว่ามีการคัดลอกเนื้อหามาจากของคนอื่นเท่าไหร่ โดยเพื่อน ๆ สามารถอัปโหลดไฟล์งานหรือพิมพ์คอนเทนต์ลงในหน้าเว็บ เท่านี้ PlagTracker ก็จะบอกได้แล้วว่างานเขียนของเพื่อน ๆ มีส่วนไหนบ้างที่เป็นการคัดลอกมาจากคนอื่นและมีทั้งหมดกี่เปอร์เซนต์ โดยเราขอแอบกระซิบว่างานเขียนคอนเทนต์ที่ดีควรมีเปอร์เซนต์ของการ Plagiarism ไม่เกิน 10-15% นะ