ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันว่า Facebook แอบฟังเสียงหรือบทสนทนาของเราจริงรึป่าว บ้างก็บอกว่า “เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะดักฟังผู้ใช้ทั่วโลกจำนวนหลายล้านคนพร้อมกันในเวลาแค่แปปเดียว” แต่อีกฝ่ายก็บอกว่า “มันคงจะต้องวิธีอะไรซักอย่างสิ ที่ทำให้ Facebook ดักฟังเสียงเราได้แน่ ๆ” แล้วทุกคนคิดว่าเราควรเชื่อฝ่ายไหนกันดีนะ?
แค่ยืนคุยกับเพื่อนที่ออฟฟิศเรื่องนึง พอถึงบ้านก็มีโฆษณาของชิ้นนั้นเด้งขึ้นมาใน Facebook ซะงั้น..แบบนี้จะไม่เรียกว่าดักฟังได้ยังไง! ซึ่งข้อโต้แย้งเกี่ยวกับประเด็น เฟสบุ๊คแอบฟังเราอยู่จริงรึเปล่า นั้นมีรายละเอียดยังไงบ้างนั้น ADME ก็ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ทุกคนได้อ่านแล้วเช่นกัน!
เป็นไปไม่ได้หรอก ข้อมูลตั้งเยอะจะเก็บยังไงไหว
ข้อมูลตั้งเยอะ เก็บทีเดียวไม่ไหวหรอก
ในฝั่งนึง ที่เชื่อกันว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ที่ Facebook ดักฟังเรา เพราะเหล่า Facebook Users ในโลกใบนี้ก็มีจำนวนเข้าใกล้ 3 พันล้าน Users เข้าให้แล้ว ซึ่งคนในฝั่งนี้ก็อาจว่าเป็นไปไม่ได้หรอก ที่ทาง Facebook แอบฟังเสียงหรือบทสนทนาของเราทั้งเกือบ 3 พันล้าน Accounts แล้วนำไปประมวลผลการตลาดดิจิทัลออกมาเป็น Ads ต่าง ๆ ภายในเวลาไม่นาน
ต้องเกิดจากทฤษฎีสมคบคิดกันแน่ ๆ
นอกจากนี้ ฝ่ายที่ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ Facebook ดักฟังเสียงและบทสนทนาของเรา ๆ เนื่องมาจากมาตรการการรักษา Privacy ต่าง ๆ ที่ก็เรียกได้ว่าเข้มข้นมากเลยทีเดียว โดยหลาย ๆ ฝ่ายได้มีการให้เหตุผลว่า ที่มีโฆษณาสิ่งของ หรือบริการที่เราสนใจและพูดถึงเด้งขึ้นมา นั่นก็เป็นเพราะ “ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา” ที่เรียกว่า Baader-Meinhof Phenomenon หรือ Frequency Illusion ซึ่งจะทำให้เรา “เลือกที่จะจดจำหรือสังเกตุแต่สิ่งที่เรากำลังสนใจ” หรือที่ถูกเรียกว่า “ความลำเอียงที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรานั่นเอง
ซึ่งเมื่อปรากฏการณ์นี้ มาในจังหวะที่กำลังพอเหมาะพอดี ก็เลยอาจพาลทำให้หลายคนเกิดความสงสัย รวมถึงความระแวงไปว่า Facebook ดักฟังพวกเราอยู่ยังไงล่ะ
มาจากตัวเราที่แหละ ที่เสิร์ชหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Ads ที่โผล่ขึ้นมา
ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะทางนี้ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่น่าสนใจที่หลายคนเชื่อว่า Facebook ดักฟังพวกเราไม่ได้หรอก นั่นคือเราอาจจะไปดูเพจที่เกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังอยากได้ และได้ไปแอบคอมเมนต์หรือค้นหาสิ่งสิ่งนั้นโดยไม่รู้เนื้อ รู้ตัวตัว หรืออาจจะแวะไปดูเว็บไซต์ของสิ่งของชิ้นนั้น นานจนลืมไปแล้วว่าเราเคยทำสิ่งนั้นลงไป แต่นั่นก็ทำให้ AI สุดฉลาดของ Facebook ได้รับรู้ว่าเราเพิ่งหาอะไรไปไม่ว่าจะจากเพจสินค้าที่ใกล้เคียง หรือคุกกี้บนเว็บไซต์ก็ดี
ทีนี้ สำหรับแบรนด์ไหนก็ตามที่ทำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ด้วยการยิงหาพวก Lookalike Website Visitor หรือ Lookalike ของ Custom Audience หรือใช้ Interest ที่มีในเลือกตอนเซ็ตแอดใน Facebook ที่ค่อนข้างตรงกับเว็บ หรือเพจเหล่านั้น Facebook ก็จะส่งโฆษณาพวกนั้นมาที่ Newsfeed เรา เพื่อให้ตามมาหลอกหลอนวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เราอยากซื้อสินค้าชิ้นนั้น หรืออาจจะเป็นแบรนด์นั้นๆ เองที่เราไปกดไลก์โพสต์ไว้เองก็ได้เช่นเดียวกัน วิธีนี้ก็คือ “Re-Marketing” และนี่ก็ไม่ได้เกิดจากการที่ Facebook แอบฟังเสียง หรือบทสนทนาของพวกเราอยู่หรอกนะ
เป็นไปได้อยู่แล้ว Facebook ต้องมีวิธีแน่ ๆ
แต่สำหรับฝ่ายที่คิดและเชื่ออย่างหนักแน่นว่า Facebook ดักฟังเราอยู่จริง ๆ นะ! ทาง ADME ของเรานั้นก็มีข้อมูลมายืนยันว่า เพราะมือถือของเรามีไมโครโฟนอยู่ในตัว และได้มีการอนุญาตให้ Facebook มีสิทธิ์เข้าถึงฟังก์ชันนี้ บวกกับในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีการแปลงเสียงให้กลายเป็นข้อความได้อย่างง่ายดาย ทำให้ Facebook สามารถรวบรวม Data หรือข้อมูลของเราจากการที่หลายคนเชื่อว่าเฟสบุ๊คแอบฟัง เข้าสู่กระบวนการประมวลผลของ AI แล้วส่งโฆษณาที่ตรงกับสิ่งที่เรากำลังอยากได้กลับมาแสดงผลบนหน้าจอ Facebook New Feed ของเราทุกคนนั่นเอง
แต่เอ๊ะ…บางครั้งเราก็มั่นใจแล้วนะว่าไม่เคยไปค้นหาหรือให้ความสนใจกับสินค้าหรือบริการนั้น แต่มันก็ยังขึ้นมาเพียงเพราะแค่พูดคุยกับเพื่อน แล้วแบบนี้จะรู้ได้ยังไงกันล่ะ ว่า Facebook ดักฟังเราจริงรึป่าว
ทุกคนสามารถพิสูจน์ได้ง่าย ๆ โดยลองพูดอะไรซักอย่างแล้วรอดูว่ามันจะขึ้นมาเป็นโฆษณาบนหน้า Facebook New Feed มั้ย ทีนี้เราก็ได้รู้กันชัด ๆ ไปเลย ว่า Facebook ดักฟังเราอยู่ตลอดเวลาจริงรึเปล่า!!