Skip to content
ยิงแอดยังไงให้ปัง
Table of Contents

งบหมด ยอดไม่มา! สาเหตุที่ธุรกิจพลาดโฆษณาบน Google
ไม่รู้ตัว

ยิง Ads แต่ยอดไม่มา คุณกำลังเลือกประเภท Google Ads ไม่ตรงจุดอยู่หรือเปล่า? ยุคนี้ธุรกิจหันมาโฆษณาบน Google มากขึ้น เพื่อเร่งยอดขายและแย่งพื้นที่บนหน้าแรกให้ได้เร็วที่สุด แต่พอเอาเข้าจริง กลับพบว่าลงงบไปแล้ว ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง ทั้งที่ระบบก็ฉลาดขึ้น ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ได้แล้ว ADME บริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ที่เชี่ยวชาญด้าน
การยิง Ads ต้องบอกเลยว่า ปัญหาที่คุณติดอยู่ อาจเป็นเพราะเลือกประเภทโฆษณาผิด เนื่องจาก Google Ads ในวันนี้มีหลากหลายรูปแบบที่ทำงานต่างกัน หากเลือกไม่ตรงตั้งแต่แรก ต่อให้โฆษณาถูกแสดง งบก็อาจถูกใช้ไปโดยไม่สร้างยอดขายจริงอย่างที่ควร

ADME จึงจะมาเล่าให้ฟังว่าควรยิงแอดยังไงให้ปัง ยิงแอด Google แบบไหนดีที่สุด เพื่อให้คุณเข้าใจ Google Ads ประเภทต่าง ๆ และสามารถสร้างโฆษณาบน Google ที่มอบผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้จริง

ความลับที่หลายธุรกิจมองข้าม เลือกประเภท Google Ads ผิด งบหาย

ก่อนจะเลือกว่ายิงแอด Google แบบไหนดีที่สุด ต้องเข้าใจก่อนว่า Google Ads ชื่อเดิม Google AdWords เป็นแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าประมูลพื้นที่โฆษณาบนหน้าผลการค้นหา เว็บไซต์พาร์ตเนอร์ YouTube และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในเครือข่ายของ Google เมื่อผู้ใช้งานค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง โฆษณาบน Google ของคุณก็มีโอกาสปรากฏในตำแหน่งเด่นทันที จุดแข็งคือความสามารถในการเข้าถึง “คนที่สนใจจริง” ได้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่ทำให้หลายธุรกิจพลาดคือ การเลือกประเภทแคมเปญไม่สอดคล้องกับเป้าหมายตั้งแต่แรก เพราะในระบบ Google Ads เป้าหมายทางธุรกิจสามารถตั้งได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • Sales เพิ่มยอดขายออนไลน์
  • Leads เก็บรายชื่อลูกค้าและสร้างโอกาสปิดการขาย
  • Website Traffic เพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์
  • Product & Brand Consideration กระตุ้นความสนใจในสินค้า
  • Brand Awareness & Reach สร้างการมองเห็นในวงกว้าง
  • App Promotion โปรโมตแอปให้เกิดการติดตั้ง
  • หรือแม้แต่การสร้างแคมเปญแบบกำหนดเอง

เมื่อเป้าหมายต่างกัน วิธีการย่อมต่างกัน ธุรกิจที่ต้องการยอดขายทันที ควรใช้รูปแบบที่ดักจับความต้องการซื้ออย่างชัดเจน ขณะที่แบรนด์ใหม่อาจต้องเริ่มจากการสร้างการรับรู้ก่อน หากเลือก Google Ads ประเภทผิด เช่น ใช้แคมเปญสร้างการรับรู้แต่คาดหวังยอดขายทันที ผลลัพธ์ย่อมไม่ตรงเป้า และทำให้ต้นทุนต่อ Conversion สูงเกินความจำเป็น ยิ่งในยุคที่ Google ใช้ AI เข้ามา
ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้และ Optimize แบบเรียลไทม์ โครงสร้างแคมเปญและประเภท Ads ที่เลือกตั้งแต่ต้นจึงยิ่งสำคัญ หากวางผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้ระบบฉลาดแค่ไหน ก็อาจพาแคมเปญไปในทิศทางที่ไม่สร้างกำไร

Google Ads ประเภทมีอะไรบ้าง? รู้ครบก่อนจะเลือกยิงให้ตรงเป้า!

Google Ads ประเภทมีอะไรบ้าง?

ปัจจุบัน Google ได้พัฒนาโฆษณาออกมาหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยหลัก ๆ สามารถแบ่งได้ประมาณ 9 ประเภท ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ลองมาดูภาพรวมแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเลือกใช้ได้ตรงจุดมากที่สุดด้านล่างนี้เลย

1. Search Ads (โฆษณาบนหน้าค้นหา): โฆษณาที่แสดงบนหน้า Google เมื่อมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง เป็นรูปแบบที่ “ดักความต้องการ” ได้ตรงที่สุด

2. Display Ads (GDN): โฆษณาแบนเนอร์ที่ไปแสดงตามเว็บไซต์และแอปต่าง ๆ ในเครือข่าย Google

3. Video Ads (YouTube Ads): โฆษณาวิดีโอที่แสดงบน YouTube ช่วยเล่าเรื่องได้ครบทั้งภาพและเสียง 

4. Shopping Ads: โฆษณาสินค้าที่แสดงรูป ราคา และชื่อร้านบนหน้าค้นหา ช่วยให้ลูกค้าเห็นข้อมูลก่อนคลิก 

5. Local Ads / Local Services Ads: โฆษณาที่เน้นเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บน Google Maps หรือหน้า Search 

6. Performance Max (PMax): แคมเปญอัจฉริยะที่ใช้ AI ช่วยกระจายโฆษณาไปทุกช่องทางของ Google ในแคมเปญเดียว 

7. Demand Gen (Discovery Ads เดิม): โฆษณาที่แสดงบน Feed เช่น YouTube, Gmail และ Discover เน้นสร้างความสนใจและกระตุ้นความอยากซื้อ 

8. Smart Campaigns: โฆษณาแบบอัตโนมัติที่ Google จัดการให้เกือบทั้งหมด 

9. App Ads (App Campaigns): โฆษณาสำหรับโปรโมตแอปพลิเคชันโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มยอดดาวน์โหลดและการใช้งาน ผ่านหลายช่องทางในเครือ Google

หากคุณกำลังมองหาผู้ช่วยในการวางกลยุทธ์และเลือกใช้ Google Ads ประเภทต่าง ๆ ให้ตรงจุด ADME Media พร้อมช่วยคุณตั้งแต่การวิเคราะห์ธุรกิจ เลือกแคมเปญ ไปจนถึง Optimize ให้มีโอกาสได้ผลลัพธ์จริง ติดต่อเราเลยวันนี้ มาทำให้ทุกบาทของงบโฆษณาทำงานอย่างคุ้มค่าที่สุดไปด้วยกัน!

เจาะลึก 4 ประเภท Google Ads ยอดฮิตที่สร้างยอดขายธุรกิจได้จริง

แม้ว่า Google Ads ประเภทโฆษณาจะมีให้เลือกมากถึง 9 แต่ในเชิงปฏิบัติจริง ธุรกิจส่วนใหญ่ที่เน้น “ยอดขาย” มักโฟกัสอยู่ไม่กี่ประเภทหลัก ๆ เพราะแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ต่างกัน บางประเภทเหมาะกับการดักจับคนที่พร้อมซื้อทันที บางประเภทเหมาะกับการสร้างการรับรู้ก่อนปิดการขาย โดยต่อไปนี้คือ 4 ประเภทยอดฮิตที่ใช้กันจริง และสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน หากเลือกใช้ถูกจังหวะ

1. Google Search Ads: เข้าถึงจังหวะที่ลูกค้า "อยากซื้อ" มากที่สุด

ประเภท Google Ads

Search Ads เปรียบเหมือนพนักงานขายที่ยืนรออยู่หน้าร้านตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อมีคนพิมพ์ค้นหาสิ่งที่ต้องการ โฆษณาของคุณจะไปแสดงบนตำแหน่งบนสุดหรือล่างสุดของหน้าผลการค้นหา
พร้อมป้าย “Sponsored” จุดแข็งคือคุณกำลังเข้าถึงคนที่มีความต้องการชัดเจนอยู่แล้ว จึงเป็นโฆษณาบน Google ประเภทที่มักมี Conversion Rate สูงที่สุด 

เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าต้องการใช้งานทันที เช่น  ช่างกุญแจ กำจัดปลวก คลินิกความงาม ประกันภัย หรือสินค้าเฉพาะทางราคาสูงอย่างเครื่องจักรและอุปกรณ์การแพทย์ เทคนิคสำคัญคือเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่มีพลังในการซื้อ ไม่ว่าจะเป็นคำว่าราคา, ซื้อ, ใกล้ฉัน และหลีกเลี่ยงคำกว้างเกินไป เพราะจะทำให้เสียค่าคลิกโดยไม่จำเป็น

2. Google Display Network (GDN): สร้างการรับรู้อย่างมีชั้นเชิง

ประเภท Google Ads GDN

GDN คือโฆษณาแบบแบนเนอร์ภาพและข้อความที่ไปปรากฏตามเว็บไซต์ข่าว บทความ หรือแอปต่าง ๆ ในเครือข่ายของ Google จุดเด่นคือเข้าถึงคนจำนวนมากในราคาต่อคลิก (CPC) ที่ค่อนข้างประหยัด เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Brand Awareness หรือทำให้แบรนด์ติดตามกลุ่มเป้าหมายอยู่เสมอ โดยสามารถทำควบคู่กับอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทรงพลังมากคือ Remarketing การยิงโฆษณาตามคนที่เคยเข้าเว็บไซต์แต่ยังไม่ซื้อ เพื่อกระตุ้นให้กลับมาตัดสินใจอีกครั้ง ยิ่งออกแบบภาพให้สะดุดตา และมีข้อเสนอที่ชัดเจน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสปิดการขายได้สูงขึ้น

3. Google Shopping Ads: โชว์หน้าตาและราคา ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ทันที

Google Shopping Ads

Shopping Ads เป็นตัวช่วยสำคัญของสาย E-commerce เพราะลูกค้าเห็นทั้ง “ภาพ + ราคา” ก่อนคลิก ทำให้ได้ Traffic ที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่การแข่งขันก็สูงเช่นกัน เทคนิคที่ช่วยให้ชนะใน Google Ads ประเภทนี้จะเป็นการใช้รูปสินค้าที่โดดเด่น ตั้งชื่อสินค้าให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าค้นหา (Search Intent) และตั้งราคาที่แข่งขันได้ นอกจากนี้ควรเช็ค Search Terms อยู่เสมอ เพื่อดูว่ามี
คำไหนที่ไม่เกี่ยว แล้วนำไปใส่ Negative Keywords เพื่อลดการสูญเสียงบโดยไม่จำเป็น

4. App Campaigns (UAC): ขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ Ecosystem ของคุณ

App Campaigns UAC

App Campaigns เป็นโฆษณาที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจที่มีแอปพลิเคชันโดยเฉพาะ ความพิเศษคือไม่ต้องสร้างโฆษณาแยกหลายชิ้น ระบบจะดึงข้อมูล รูปภาพ และวิดีโอจากหน้า App Store
หรือ Play Store มาสร้างโฆษณาและกระจายไปยังหลายช่องทางโดยอัตโนมัติ ทั้งหน้า Search, YouTube, Google Play และแอปอื่น ๆ จุดเด่นไม่ใช่แค่เพิ่มยอดดาวน์โหลด แต่คือการหา
High-Value Users หรือผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มสร้างรายได้ในระยะยาว เช่น คนที่สมัครสมาชิก เติมเงิน หรือใช้งานต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตแบบยั่งยืนมากกว่าการไล่ยอดติดตั้งเพียงอย่างเดียว

อยากโฆษณาบน Google ต้องเตรียมงบเท่าไหร่ ถึงแข่งขันได้ในตลาด?

งบที่เรียกว่าเห็นผลจริงในการโฆษณาบน Google ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใส่เงินมากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่างบนั้นมากพอให้ระบบเรียนรู้และสร้างข้อมูลเพื่อนำไปต่อยอดหรือไม่ เพราะการยิงแอดที่ดีต้องมีช่วงทดลอง วัดผล และปรับแคมเปญอย่างต่อเนื่อง โดยควรดูควบคู่กันทั้งค่า CPC ของอุตสาหกรรม ประสิทธิภาพเว็บไซต์ในการปิดการขาย เป้าหมายยอดขายที่ตั้งไว้ และความพร้อมของทีมในการรองรับลูกค้า เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกัน งบที่ใช้จะเริ่มสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้จริง

ขณะเดียวกันระบบแบบ PPC (Pay-Per-Click) ก็จะช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะคุณจะเสียเงินก็ต่อเมื่อมีคนคลิกเท่านั้น ทำให้ทุกบาทที่จ่ายสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อและพัฒนาให้คุ้มค่ามากขึ้นได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้งบโฆษณาบน Google ไหลทิ้งโดยไม่รู้ตัว มักมาจากข้อผิดพลาดเหล่านี้

  • เลือกคีย์เวิร์ดกว้างเกินไป: ได้คนเข้าเว็บเยอะ แต่ไม่ใช่คนที่ตั้งใจซื้อจริง กลายเป็น Junk Traffic ที่กินงบโดยไม่สร้างรายได้
  • ไม่ติดตั้ง Conversion Tracking: ทำให้ไม่รู้ว่าเงินที่จ่ายไป ได้ยอดขายหรือ Lead กลับมากี่บาท วัด ROI (Return on Investment) หรือ ROAS (Return on Ad Spend) ไม่ได้ชัด
  • ไม่ปรับตามการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน: ตลาดโฆษณาออนไลน์แข่งขันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ Optimize หรือปรับกลยุทธ์ให้ทัน คู่แข่งอาจแย่งตำแหน่งที่ดีกว่าในต้นทุนที่ใกล้เคียงกัน

ไม่ต้องทำทุกอย่างเอง ให้ ADME ช่วยวางแผนโฆษณาบน Google ที่ใช่

หากคุณสนใจทำโฆษณาบน Google และกำลังมองหาว่าบริษัทรับยิงแอดบน Google เจ้าไหนดี? ADME เอเจนซี่ด้านการตลาดออนไลน์ครบวงจรพร้อมดูแลการรับยิง Ads Google ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับธุรกิจคุณ! ! เราจะดูแลตั้งแต่การวางทิศทางแคมเปญ วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย และเลือกประเภทโฆษณาที่เหมาะสม ไปจนถึงการผลักดันให้มีโอกาสเกิดผลลัพธ์จริง โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยวิเคราะห์และปรับแผนอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดการลองผิดลองถูกที่ทำให้งบสูญเปล่า พร้อมพาโฆษณาของคุณเข้าถึงลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการได้ตรงจังหวะ เพิ่มโอกาสในการปิดการขาย และต่อยอดการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว 

  • วิเคราะห์คู่แข่งแบบเจาะสนามจริง: ประเมินว่าใครกำลังใช้ Google Ads ประเภท ใด จุดแข็ง-จุดอ่อนอยู่ตรงไหน เพื่อหาโอกาสที่คุณจะเติบโตได้เร็วกว่า
  • โฟกัสแคมเปญที่สร้างยอดขายก่อน: วางลำดับความสำคัญ เลือกตัวที่ทำเงินได้ชัด แล้วค่อยขยายงบเมื่อเห็นผลลัพธ์
  • ขับเคลื่อนด้วย Data ทุกขั้นตอน: ติดตั้ง Conversion Tracking วิเคราะห์ ROI / ROAS และปรับแคมเปญจากตัวเลขจริง
  • บริหารงบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด: ควบคุม CPC และจัดสรรงบตามผลลัพธ์ เพื่อให้ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าคุ้มค่าที่สุด
  • ดูแลครบตั้งแต่กลยุทธ์ถึงรายงานผล: วางแผน สร้างโฆษณา Optimize และสรุปผลแบบเข้าใจง่าย ให้เห็นภาพการเติบโตชัดเจน

การเข้าใจ Google Ads ประเภทต่าง ๆ อย่างถูกต้องเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการวางกลยุทธ์โฆษณาที่ได้ผล เพราะแต่ละรูปแบบตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจที่แตกต่างกัน เมื่อผสานกับความเข้าใจว่า Google Ads ทํายังไงให้เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้า รวมถึงรู้หลักการยิงแอดยังไงให้ปัง ก็จะช่วยให้ทุกงบประมาณถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและวัดผลได้จริง การทำโฆษณาบน Google จึงเป็นเรื่องของการวางแผนให้ถูกตั้งแต่ต้นจนถึงการต่อยอดผลลัพธ์ในระยะยาว ซึ่งถ้าคุณอยากให้ทุกขั้นตอนง่ายขึ้น พร้อมเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น ADME ก็พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยพาคุณไปถึงเป้าหมายได้อย่างมั่นใจ