ในการคำนวนการวัดผลอัตราของจำนวนการคลิกต่อจำนวนของการมองเห็นนั้น จะสาสมารถทำได้ด้วยการใช้สูตรง่ายๆ นั่นคือ
(จำนวนคลิก / จำนวนครั้งที่คนมองเห็นหรือ Impression ) x 100 | = click through rate (%) |
ซึ่งในส่วนนี้ยิ่งผลลัพธ์นั้นมีค่ามากยิ่งดี เพราะ ctr คือการวัดผลอัตราของจำนวนการคลิกต่อจำนวนของการมองเห็น และถ้าหากมีเปอร์เซนต์ (%) มาก ก็แปลว่ามีคนคลิกโฆษณาของเราที่ได้ปล่อยออกไปเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่มองเห็นมีจำนวนมากนั่นเอง
ตัวอย่างการคำนวณ CTR
สำหรับการวัดผลด้วยอัตราของจำนวนการคลิกต่อจำนวนของการมองเห็นนั้นเราจะมานั่งดูแต่จำนวนคลิกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะจำนวนคลิกที่ไม่ได้เทียบกับอะไรเลยนั้นไม่ใช่ทุกอย่าง สิ่งที่จะบอกผลลัพธ์ในการทำการตลาดออนไลน์นั้นมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก เช่น จำนวนเงินที่ใส่ลงไปเพื่อโปรโมทโฆษณาเป็นต้น โดยตัวอย่างก็คือ ถ้าสมมติว่า
นาย A | นาย B |
ใส่เงินให้กับโฆษณา 100 บาท ได้จำนวนคนเห็นมาทั้งหมด 500 คนเห็นโฆษณา ได้คลิกมาทั้งหมด 10 คลิก | ใส่เงินให้กับโฆษณา 1000 บาท ได้จำนวนคนเห็นมาทั้งหมด 5000 คนเห็นโฆษณา และได้คลิกมาทั้งหมด 50 คลิก |
จากกรณีด้านบนนั้นถ้าเราดูแต่จำนวนคลิกที่ได้ เราอาจจะรู้สึกว่าผลลัพธ์ในการโฆษณาของนาย B นั้นดีกว่านาย A เพราะได้มาตั้ง 50 คลิก แต่ที่จริงแล้วมันเป็นแบบนั้นจริงรึป่าวนะ ?
…คำตอบก็คือไม่จริงเสมอไป เพราะหากเราเปรียบเทียบ CTR กับจำนวนเงินที่ใช้ในการลงโฆษณาออกมา จะเห็นได้ว่า
โฆษณาของนาย A | CTR = (10/500)*100 = 2% | แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีคนเห็นโฆษณาทั้งหมด 100 ครั้ง จะคลิกโฆษณาทะ้งหมด 2 ครั้ง |
โฆษณาของนาย B | CTR = (50/5000)*100 = 1% | แสดงให้เห็นว่าถ้ามีคนเห็นโฆษณาทั้งหมด 100 ครั้ง จะคลิกโฆษณาเพียง 1 ครั้งเท่านั้น |
เห็นได้เลยว่า ถ้าเราเปรียบเทียบแค่จำนวนคลิกอย่างเดียว เราจะวิเคราะห์ผิดไปหมดเลย เพราะเราคงจะเชื่อมั่นไปแล้วว่าโฆษณาของนาย B นั้นมีผลลัพธ์ที่ดีกว่า แต่ที่จริงแล้วเป็นนาย A ต่างหากที่ประสบความสำเร็จในการทำการตลาดออนไลน์มากกว่านาย B
เพราะฉะนั้นclick through rate คือสิ่งที่มักถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาแผนการตลาดออนไลน์และเป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงความน่าสนใจ หรือวัดความเกี่ยวข้องของตัวโฆษณากับคนที่เห็นโฆษณานั่นเอง ซึ่งจะสามารถรวมถึงโปรโมชันที่ได้ลงในโฆษณา, ดีไซน์ของรูปภาพทั้งการออกแบบ สี และความแตกต่างของฟอนต์และข้อความประกอบรูปภาพ รวมไปจนถึงเป็นตัววัดของเนื้อหาในคอนเทนต์ว่ารูปแบบไหนที่ทำให้คนสนใจมากกว่ากัน